ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านตอนกลางคืน 6 เรื่องที่ครอบครัวไม่รู้จนกว่าจะเกิดเหตุ

บทความสุขภาพ | KIN Rehabilitation

ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านตอนกลางคืน
6 เรื่องที่ครอบครัวไม่รู้จนกว่าจะเกิดเหตุ

กลางคืนคือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้สูงอายุ แต่ครอบครัวส่วนใหญ่กลับเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีใครดูแล

โดย ทีมแพทย์และสหวิชาชีพ KIN Rehabilitation | ใช้เวลาอ่าน 10 นาที | อัปเดต พ.ศ. 2569

เนื้อหาในบทความนี้

KIN Rehabilitation & Homecare ศูนย์ฟื้นฟูและดูแลผู้สูงอายุระดับ Medical Rehabilitation Center ก่อตั้ง พ.ศ. 2561 โดย ดร.ธงชัย โชคถนอมทรัพย์ มี 6 สาขาในกรุงเทพฯ พัทยา และศาลายา บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ครอบครัวที่ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านเข้าใจความเสี่ยงในช่วงกลางคืนที่มักถูกมองข้าม และรู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแลมืออาชีพเพื่อความปลอดภัยที่แท้จริง

1. ทำไมกลางคืนจึงอันตรายที่สุดสำหรับผู้สูงอายุ

คำตอบสั้น: กลางคืนคือช่วงที่ผู้สูงอายุเสี่ยงสูงสุดแต่มีคนดูแลน้อยที่สุด ร่างกายที่เสื่อมสภาพ การมองเห็นในที่มืดที่แย่ลง ความดันที่ผันผวน และอาการต่างๆ ที่มักปรากฏหนักขึ้นในช่วงกลางคืน ทำให้ทุกคืนที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญเฝ้าดูคือความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

ครอบครัวส่วนใหญ่รู้สึกว่าดูแลผู้สูงอายุได้ดีพอในช่วงกลางวัน มีคนอยู่ด้วย มีการพูดคุย สังเกตอาการได้ แต่พอถึงกลางคืน ทุกคนเข้านอน และผู้สูงอายุก็อยู่คนเดียว นั่นคือจุดที่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมักเกิดขึ้น

3 ล้าน

ผู้สูงอายุไทยหกล้มต่อปี (โรงพยาบาลนวเวช)

วันละ 4

ผู้สูงอายุเสียชีวิตจากหกล้ม เฉลี่ยวันละ 4 ราย

3 ใน 5

ผู้สูงอายุ 70+ ตื่นปัสสาวะกลางคืน เสี่ยงหกล้มเพิ่ม 20%

30-40%

ผู้สูงอายุนอนไม่หลับ (กรมสุขภาพจิต) เสี่ยงอาการกำเริบ

สิ่งที่ทำให้กลางคืนอันตรายเป็นพิเศษคือร่างกายผู้สูงอายุในความมืด สายตาที่แย่ลง Reaction time ที่ช้ากว่าคนหนุ่มสาว ความดันโลหิตที่ผันผวนหลังลุกจากนอน และระบบประสาทที่ทำงานต่างจากกลางวัน ทุกอย่างรวมกันทำให้กลางคืนเป็นช่วงที่ "ผิดพลาดได้ง่ายที่สุด" แต่กลับเป็นช่วงที่ไม่มีใครดูแลมากที่สุด

2. 6 เรื่องอันตรายที่เกิดขึ้นได้ทุกคืน

คำตอบสั้น: 6 เรื่องหลักได้แก่ หกล้มห้องน้ำกลางดึก ความดันตกเมื่อลุกขึ้น Stroke ที่เกิดและไม่มีใครรู้ ภาวะ Delirium สับสนเฉียบพลัน น้ำตาลต่ำในผู้ป่วยเบาหวาน และยาหลายชนิดที่ออกฤทธิ์แรงในคืน ทุกเรื่องสามารถป้องกันหรือรับมือได้ทันเวลา ถ้ามีผู้เฝ้าดูอยู่

1

หกล้มในห้องน้ำกลางดึก — เรื่องที่เกิดบ่อยที่สุดและอันตรายที่สุด

ผู้สูงอายุอายุ 70 ปีขึ้นไป 3 ใน 5 คนต้องตื่นมาปัสสาวะกลางคืนอย่างน้อย 1-2 ครั้ง การตื่นกลางดึกเพิ่มความเสี่ยงหกล้มถึง 20% และเพิ่มความเสี่ยงกระดูกสะโพกหักถึง 32% เหตุผลคือในความมืด ร่างกายยังไม่ตื่นตัวเต็มที่ ความดันโลหิตยังปรับตัวไม่ทัน สายตาปรับแสงช้า และกล้ามเนื้อที่ยังอ่อนล้าจากการนอน

ผลที่ตามมาจากกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ

ปอดอักเสบ แผลกดทับ ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งล้วนเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิต แม้แค่ล้มเบาๆ ในผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุนก็อันตรายได้ทันที

2

Orthostatic Hypotension — ความดันตกเมื่อลุกขึ้นกะทันหัน

ภาวะนี้เรียกว่า Orthostatic Hypotension คือความดันโลหิตตกฉับพลันเมื่อเปลี่ยนท่าจากนอนเป็นนั่งหรือยืน พบบ่อยมากในผู้สูงอายุที่กินยาลดความดัน ยาขับปัสสาวะ หรือยาหัวใจ เมื่อลุกขึ้นกลางดึกเพื่อไปห้องน้ำ ความดันยังปรับตัวไม่ทัน ผู้สูงอายุจะรู้สึกหน้ามืด เวียนศีรษะ และล้มลงได้ภายในไม่กี่วินาที

สัญญาณที่ต้องสังเกต

ผู้สูงอายุบ่นว่าหน้ามืดหรือเวียนหัวเวลาลุก มองเห็นจุดหรือตาพร่าชั่วคราว จับผนังหรือเฟอร์นิเจอร์เวลาเดิน — อาการเหล่านี้ควรได้รับการประเมินทันทีโดยผู้ที่มีความรู้ทางการพยาบาล

3

Stroke กลางดึก — ต้องรักษาภายใน 4.5 ชั่วโมง แต่ไม่มีใครรู้

นี่คือเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุด Stroke ไม่เลือกเวลา และหลายเคสเกิดขึ้นในช่วงกลางคืนหรือเช้ามืดขณะผู้ป่วยนอนหลับ มาตรฐานการรักษา Stroke ต้องให้ยาละลายลิ่มเลือดภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ แต่ถ้าไม่มีใครอยู่เฝ้า ผู้ป่วยอาจนอนอยู่กับอาการหลายชั่วโมงโดยไม่มีใครรู้ กว่าครอบครัวจะพบตอนเช้า โอกาสรักษาได้ผลดีอาจหมดไปแล้ว

สัญญาณ Stroke ที่ต้องพาไป รพ. ทันที (FAST)

F — Face: ปากเบี้ยว ยิ้มไม่สมมาตร | A — Arm: แขนอ่อนแรงข้างเดียว | S — Speech: พูดไม่ชัด พูดไม่ออก | T — Time: โทร 1669 ทันที ไม่ต้องรอเช้า

4

Delirium & Sundowning — สับสนเฉียบพลัน มักหนักที่สุดในคืน

ภาวะ Delirium หรือสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุ (โดยเฉพาะผู้ที่มีสมองเสื่อม) มักรุนแรงขึ้นในช่วงพลบค่ำและกลางคืน เรียกว่า Sundowning Syndrome ผู้สูงอายุอาจตื่นขึ้นมาพูดเพ้อ จำลูกหลานไม่ได้ เห็นภาพหลอน กระสับกระส่าย หรือพยายามลุกออกจากเตียง ซึ่งล้วนเสี่ยงต่อการหกล้มและบาดเจ็บ

ทำไมครอบครัวมักรับมือไม่ไหว

ผู้สูงอายุที่มีอาการ Delirium อาจแข็งแรงพอที่จะลุกออกจากเตียงได้แต่ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน การรับมือต้องใช้ทักษะเฉพาะและความสงบ ซึ่งลูกหลานที่ตื่นกลางดึกและตกใจมักทำได้ยาก

5

น้ำตาลต่ำในผู้ป่วยเบาหวาน — อันตรายที่เกิดขณะหลับ

ผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับยาหรืออินซูลินก่อนนอน มีความเสี่ยงเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ (Hypoglycemia) ขณะหลับได้ โดยอาการอาจเป็นเพียงการเหงื่อออกมาก หัวใจเต้นเร็ว หรือฝันร้าย แต่ถ้าน้ำตาลต่ำรุนแรงอาจทำให้ชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้โดยที่ครอบครัวไม่รู้จนถึงเช้า สถิติพบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดน้ำตาลต่ำกลางดึกได้ถึง 50% ของเหตุการณ์น้ำตาลต่ำทั้งหมด

สิ่งที่ผู้เฝ้าต้องทำได้

วัดน้ำตาลก่อนนอนและเมื่อสังเกตอาการผิดปกติ รู้วิธีให้น้ำตาลฉุกเฉิน และรู้ว่าเมื่อใดต้องโทร 1669 ทักษะเหล่านี้ต้องมีการฝึกอบรม ไม่ใช่ญาติทั่วไปทุกคนจะทำได้ถูกต้อง

6

ยาหลายชนิดที่ออกฤทธิ์แรงในคืน — ความเสี่ยงที่มองไม่เห็น

ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวเฉลี่ย 3-4 โรค และกินยาเฉลี่ย 5-8 ชนิดต่อวัน ยาบางตัวเช่น ยาลดความดัน ยาขับปัสสาวะ ยานอนหลับ ยาแก้ปวด และยาโรคหัวใจบางชนิด จะออกฤทธิ์แรงที่สุดในช่วงกลางคืน ทำให้เกิดความง่วงเกินไป ความดันต่ำ หรือสับสนชั่วคราว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงหกล้มหรืออาการกำเริบอย่างมีนัยสำคัญ

ทักษะที่ต้องมีในการดูแลกลางคืน

ต้องรู้ว่ายาแต่ละตัวออกฤทธิ์อย่างไร ผลข้างเคียงที่ต้องระวังในคืน สัญญาณที่ต้องแจ้งแพทย์ และสามารถวัดสัญญาณชีพได้ถูกต้อง ซึ่งล้วนเป็นทักษะของ NA และ PN ที่ผ่านการฝึกอบรมโดยเฉพาะ

3. ครอบครัวดูแลกลางคืนเองได้แค่ไหน?

คำตอบสั้น: ครอบครัวดูแลได้ในช่วงกลางวันที่ยังมีแรงและมีสติครบ แต่กลางคืนที่ต้องตื่นซ้ำๆ สังเกตอาการในความมืด และตัดสินใจฉุกเฉิน ต้องการทักษะและความพร้อมที่คนทั่วไปไม่ได้มี

ลูกหลานที่ทำงานประจำไม่ได้ขาดความรัก แต่ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ตื่นทุก 2 ชั่วโมงและยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในวันถัดมา งานวิจัยยืนยันว่าผู้ดูแลหลักที่ทำงานคนเดียวนานกว่า 3 เดือนมีความเสี่ยงเกิดภาวะซึมเศร้าสูงมาก และเมื่อผู้ดูแลเหนื่อย การตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินก็ช้าลงตามไปด้วย

สิ่งที่ครอบครัวทำได้ดี

ให้ความรัก ความอุ่นใจ กำลังใจ
ดูแลกิจวัตรกลางวัน
สื่อสารกับแพทย์เรื่องประวัติ
ตัดสินใจเรื่องการรักษา

สิ่งที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญ

เฝ้าดูอาการทุก 2-3 ชม. กลางคืน
วัดสัญญาณชีพและแปลผล
รับมือ Delirium ในความมืด
จัดการน้ำตาลต่ำฉุกเฉิน
สังเกตสัญญาณ Stroke ยามดึก

4. NA กับ PN ต่างกันอย่างไร เลือกใครดูแลผู้สูงอายุกลางคืน

คำตอบสั้น: NA (Nursing Assistant) เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลทั่วไป เฝ้าระวัง และช่วยกิจวัตร PN (Practical Nurse) เหมาะสำหรับผู้ที่มีโรคซับซ้อน ต้องการทำหัตถการ และมีความเสี่ยงทางการแพทย์สูงกว่า ทั้งคู่ดีกว่าการไม่มีใครดูแลกลางคืนอย่างเทียบกันไม่ได้

เปรียบเทียบ NA vs PN — เลือกใครดูแลกลางคืน

คุณสมบัติ NA (ผู้ช่วยเหลือคนไข้) PN (ผู้ช่วยพยาบาล)
การศึกษา หลักสูตร 6 เดือน รับรองโดย สธ. หลักสูตร 1 ปี ลึกกว่า NA
วัดสัญญาณชีพ ทำได้ ทำได้ + แปลผลและตัดสินใจ
ช่วยกิจวัตรประจำวัน ทำได้ดีมาก ทำได้
หัตถการทางการแพทย์ จำกัด ทำได้ภายใต้ RN กำกับ
เหมาะกับ ผู้สูงอายุทั่วไป ต้องการเฝ้า ป้องกันหกล้ม ผู้ป่วยมีโรคซับซ้อน เบาหวาน ความดัน stroke
ค่าบริการ (ตลาด) 25,000-32,000 บ./เดือน 28,000-38,000 บ./เดือน

แนวทางที่หลายครอบครัวใช้และได้ผล

ครอบครัวดูแลกลางวัน ใช้ NA หรือ PN ดูแลกลางคืน โดยเฉพาะในช่วง 22.00-06.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่เสี่ยงสูงที่สุด ต้นทุนต่อคืนอยู่ที่หลักร้อยถึงหลักพันบาท แต่ป้องกันค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินที่อาจสูงถึงหลักแสนบาทจากเหตุการณ์ที่ป้องกันได้

5. KIN Home Care — NA และ PN มืออาชีพ ส่งถึงบ้าน มีระบบรองรับ

คำตอบสั้น: KIN ส่ง NA และ PN ที่ผ่านการฝึกอบรมมาตรฐานทางการแพทย์ถึงบ้าน ตรวจสอบประวัติครบ มีระบบ Backup ส่งคนแทนได้ทันที มีทีมแพทย์ศูนย์รองรับ และรายงานอาการให้ครอบครัวสม่ำเสมอ ครอบครัวได้นอนหลับ ผู้สูงอายุได้รับการดูแลตลอดคืน

ความต่างระหว่าง NA/PN จาก KIN กับการจ้างผ่านกลุ่ม Facebook ไม่ใช่แค่วุฒิการศึกษา แต่คือระบบที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อผู้ดูแลประจำป่วยกะทันหันกลางคืน KIN ส่งคนแทนได้ภายในวันเดียวกัน ครอบครัวไม่ต้องตื่นตกใจหาคนดูแลฉุกเฉินในตีสาม

NA/PN ที่ผ่านการตรวจสอบ

ตรวจประวัติอาชญากรรม ยืนยันวุฒิการศึกษา ฝึกอบรมมาตรฐาน KIN ก่อนส่งงาน ครอบครัวดูโปรไฟล์ก่อนตัดสินใจ

ระบบ Backup 24 ชม.

ถ้าผู้ดูแลประจำป่วยหรือเกิดเหตุฉุกเฉิน KIN ส่งคนแทนได้ทันทีในวันเดียวกัน ไม่มีช่องว่างการดูแล

ทีมแพทย์รองรับ

ถ้า NA/PN พบอาการผิดปกติกลางคืน สามารถประสานทีมแพทย์ศูนย์ KIN ได้ทันที ไม่ใช่ตัดสินใจคนเดียว

รายงานให้ครอบครัว

รายงานสัญญาณชีพและพัฒนาการสม่ำเสมอ ครอบครัวติดตามอาการได้แม้นอนอยู่ห้องอื่น

สำหรับครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือด้านอื่นด้วย KIN ยังมีกายภาพบำบัดที่บ้าน พยาบาลวิชาชีพที่บ้าน และถ้าอาการผู้ป่วยหนักขึ้น สามารถสลับเข้าNursing Home KINหรือDay Careได้โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ ดูรีวิวจากครอบครัวจริงได้ที่รีวิวผู้ใช้บริการ KIN

"กลางคืนไม่ใช่แค่เวลาพัก มันคือช่วง 8 ชั่วโมงที่ผู้สูงอายุเสี่ยงที่สุดและมีคนดูแลน้อยที่สุด การมี NA หรือ PN คอยเฝ้าอยู่ไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่คือการตัดสินใจที่อาจช่วยชีวิตคนที่คุณรักได้"

— KIN Rehabilitation & Homecare | ก่อตั้ง พ.ศ. 2561 | 6 สาขาทั่ว กทม. พัทยา ศาลายา

ปรึกษาฟรี — ผู้ดูแลพร้อมเริ่มงาน 3 วัน

จัดหา NA/PN/RN - กายภาพที่บ้าน - เฝ้าไข้ - ดูแลผู้สูงอายุ

KIN Homecare

061-881-9399

Facebook: KIN HomeCare

ติดต่อสาขาใกล้บ้าน

ลาดพร้าว 71

(ใกล้เลียบด่วน/บางกะปิ)

แบริ่ง (สุขุมวิท 107)

(บางนา–แบริ่ง–ลาซาล)

พัทยา

(ชลบุรี)

ราชพฤกษ์

(นนทบุรี)

รามคำแหง 24

 

ศาลายา

 

คำถามที่พบบ่อย

ผู้สูงอายุทั่วไปที่ไม่ได้ป่วยหนัก จำเป็นต้องมีคนดูแลกลางคืนไหม?

ขึ้นกับอายุและโรคประจำตัว สำหรับผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัว ความเสี่ยงหกล้ม ความดันผันผวน หรือปัสสาวะบ่อยกลางคืน การมี NA เฝ้ายามค่ำคืนช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้แต่ผู้สูงอายุที่ดูเหมือนแข็งแรงก็อาจเกิดเหตุฉุกเฉินได้โดยไม่คาดคิด

Delirium หรือ Sundowning ป้องกันได้ไหม?

ป้องกันได้บางส่วน โดยการรักษาสภาพแวดล้อมให้คุ้นเคย ไม่เปลี่ยนห้องนอนกะทันหัน มีแสงไฟกลางคืนพอเหมาะ และไม่ให้ผู้สูงอายุขาดน้ำหรือนอนไม่หลับเรื้อรัง แต่เมื่อเกิดอาการแล้วต้องการผู้ดูแลที่ผ่านการฝึกอบรมในการรับมืออย่างถูกต้องและปลอดภัย

NA กับ PN จาก KIN แตกต่างจากที่จ้างผ่านกลุ่ม LINE อย่างไร?

KIN ตรวจสอบประวัติ ยืนยันวุฒิ ฝึกอบรมมาตรฐานทางการแพทย์ก่อนส่ง มี Supervisor พยาบาลวิชาชีพควบคุม มีระบบ Backup ส่งคนแทนได้ทันที และมีทีมแพทย์ศูนย์รองรับเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ต่างจากการจ้างตรงที่ถ้าเกิดอุบัติเหตุไม่มีระบบรับผิดชอบใดๆ

ถ้าต้องการ NA ดูแลเฉพาะช่วงกลางคืน KIN ทำได้ไหม?

ได้ KIN ให้บริการดูแลแบบยืดหยุ่นตามความต้องการจริง ไม่ว่าจะเป็นเฉพาะกลางคืน (18.00-07.00 น.) ช่วงกลางวัน หรือตลอด 24 ชั่วโมง ทักไลน์ KIN Homecare หรือโทร 061-881-9399 เพื่อประเมินความต้องการและรับใบเสนอราคาตามสภาพจริงของผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุมีสายยางหรืออุปกรณ์การแพทย์ ต้องใช้ระดับไหน?

ผู้สูงอายุที่มีสายยางให้อาหาร สายสวนปัสสาวะ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ต้องการ PN หรือ RN เท่านั้น ไม่ใช่ NA ทั่วไป KIN จะประเมินอาการก่อนแนะนำว่าต้องการผู้ดูแลระดับไหน เพื่อให้ตรงกับความต้องการจริงและคุ้มค่าที่สุด

บทความ วีดีโอ สาระความรู้ การดูแลสุขภาพ อื่นๆ

KIN Rehab